แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Keep on watching แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Keep on watching แสดงบทความทั้งหมด

10 เมษายน 2554

Life and Death


"ความตายดำรงอยู่ มิใช่ภาคตรงข้าม หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต"
Norwegian Wood, Haruki Murakami แปลสำนวนไทยโดย นพดล เวชสวัสดิ์

ช่วงนี้ได้ดูหนังหลายๆเรื่องที่พูดเกี่ยวกับเรื่องความตาย และความสูญเสีย  ที่ดูจบแล้วก็ยังสั่นไหวอยู่ในหัว และทำให้กลับมาคิดเชื่อมโยงต่อกับตัวเองและคนรอบข้าง




ในหนังเรื่อง After Life ของ Hirokazu Kore-eda พูดถึงความตาย ในแง่มุม จินตนาการโลกหลังความตาย ในหนังเรื่องนี้  คนที่ตายแล้ว จะเดินทางไปสู่ที่ที่หนึ่ง และในที่แห่งนั้น คุณจะต้องเลือกความทรงจำหนึ่งความทรงจำเดียว ที่คุณอยากจะดำรงอยู่ด้วยนิรันดร์ และคุณก็มีเวลาไม่นานนักที่จะคิดตัดสินใจเลือก ซึ่งส่วนใหญ่ ก็จะทำให้ตัวละครในเรื่องและเราย้อนคิดว่า เรื่องไหนในชีวิตนะที่ทำให้เรา มีความสุขมากที่สุด?  นี่เป็นเงื่อนไขในหนัง ที่ตั้งคำถามกับคนตายในเรื่อง และถามคนเป็นที่นั่งดูอยู่ที่หน้าจออย่างเรา ว่า ในชีวิตเรานั้น เรื่องไหนหรือ? ที่มันอยู่ในใจ และอยากประทับเรื่องนั้นไว้ตลอดกาล  ซึ่งมันยากมากเลย ที่จะตอบคำถามนั้น  และนั่นก็เป็นจินตนาการหลังความตายที่เศร้าแต่งดงาม




ในหนังเรื่อง Fountain ของ Darren Aronofsky พูดถึงความตาย ในแง่มุมของ ผู้ที่กำลังเผชิญกับความตายอย่างสงบ และผู้ที่กำลังยื้อความตายของอีกฝ่ายอย่างสุดกำลัง ภรรยาสาวที่พร้อมแล้วสำหรับความตาย พร้อมออกเดินทางและมองมันด้วยมุมมองที่งดงาม กับสามีที่ทำทุกวิถีทางที่จะหาทางรักษาเธอไม่ให้ความตายพรากเธอจากไป เหลือเวลาไม่มากนัก เธอขอเพียงได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่กับเขา และเธออยากจะให้เขาสงบ เข้าใจ ปล่อยวาง และก้าวเดินต่อไปได้ในชีวิตที่เหลืออยู่ ไม่ง่ายเลยสำหรับในทั้งสองสถานการณ์ สำหรับเรา ช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจในเรื่องความเป็นความตายของคนที่เรารัก มันยากเหลือเกิน เราจะมีสิทธิอะไรไปตัดสินสิทธิในการมีชีวิตอยู่ต่อของใคร การตั้งรับกับความตายก็เช่นกัน คงต้องทำความเข้าใจ และยอมรับว่าความตายนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และ หาวิธีจัดการกับความรู้สึกของตัวเองตามวิถี




ในหนังเรื่อง Rabbit Hole ของ John Cameron Mitchell พูดถึงความสูญเสียจากความตาย ที่ส่งผลกระทบต่อคนที่อยู่ข้างหลัง ทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม แล้วจะทำอย่างไร เมื่อความโศกเศร้าไม่จากไปเสียที "มันเคยหายไปไหม ?"  "มันไม่หายไป และเราแค่จะทนอยู่กับมันได้เท่านั้นเอง" บทสนทนาระหว่างแม่ลูก ที่ต่างผ่านพบความสูญเสีย ฉายภาพของความทุกข์และการดำรงอยู่ต่อไปของเราได้เป็นอย่างดี และในโลกคู่ขนาน ฉันอาจกำลังมีความสุขดี มันคงต้องมีสักทางในการเยียวยาใจเรา แม้ว่ามันอาจใช้เวลาเนิ่นนานเหลือเกิน




ในหนังเรื่อง In a Better World ของ Susanne Bier แม้จะไม่ได้พูดถึงประเด็นความตายโดยตรง แต่ก็มีเด็กน้อยที่บาดเจ็บไม่น้อยจากแผลความทรงจำเกี่ยวกับความตายของแม่ และมันได้ส่งผลกระทบมากมายกับการใช้ชีวิตและเติบโตของเด็กน้อยคนนั้น มีฉากหนึ่งในเรื่อง ที่ผู้ใหญ่อธิบายเรื่องความตายให้เด็กน้อยฟังได้อย่างเห็นภาพ สรุปความได้ว่า "ความตายกับเราเหมือนมีม่านบางๆกั้นอยู่ เมื่อคนใกล้ตัว หรือคนที่เรารักรอบตัวเราตายไป ม่านที่กั้นอยู่นั้นจะถูกดึงออก ทำให้เราเห็นความตายชัดขึ้น และรู้สึกใกล้กับมันมากๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ม่านนั้นก็จะกลับมากั้นเรากับความตายไว้เหมือนเดิม และจากนั้น เราก็จะต้องใช้ชีวิตกันต่อไป" เราชอบคำอธิบายนี้มาก สำหรับเราคำอธิบายนี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนกับความรู้สึกและภาวะที่มันเข้าๆออกๆ ต่อความตาย

ในช่วงที่ผ่านมา ม่านของเราถูกดึงออกไป และสักพักมันก็คงจะกลับมากั้นไว้อย่างเดิม แต่ที่แน่ยิ่งกว่าแน่คือ ชีวิตยังต้องเดินต่อไป ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอีกนับไม่ถ้วน จนกว่าความตายจะพรากเราไปจากโลกใบนี้

27 มีนาคม 2554

บทพยากรณ์อากาศอันแสนเศร้า

มันเป็นคืนที่เพื่อนคนหนึ่งผ่านเข้ามา
พร้อมกับสายลมอันอบอุ่น
แต่มันก็ได้จากไปแล้ว
มันใกล้จะหน้าร้อนแล้ว
แต่ฉันรู้สึกหนาวในหน้าร้อนนั้น
ฉันรู้สึกถึงไหล่ของตัวเองที่สั่นไหวจากความหนาว


บทพยากรณ์อากาศอันแสนเศร้าของ ปาร์ค เก อิน Personal Taste

6 มกราคม 2554

เพลงของช่วงเวลานั้น







Chiisana koi no uta 小さな恋のうた By Mongol 800


เพิ่งได้ดู series Operation Love จบไป ส่วนที่เราชอบมากที่สุดในเรื่อง คือ ช่วงชีวิตในโรงเรียนของตัวละคร รวมถึงมิตรภาพความเป็นเพื่อน สองสิ่งนี้รวมกันเป็นความทรงจำดีๆที่มีอยู่เต็มไปหมด เพลงนี้เป็นเพลงที่มีความหมายต่อ พระเอก และนางเอก ฉากที่เพลงนี้ดังขึ้นครั้งแรก เป็นฉากบอกความในใจซึ่งน่ารักมาก บางครั้งเราก็เคยอยากจะทำอะไรที่ลึกลับซับซ้อนแบบนั้นบ้าง แม้ว่าการบอกอย่างตรงไปตรงมาอาจจะดีกว่า และอีกฉากประทับใจที่เพลงนี้ดังขึ้นอีกครั้งในคืนวันส่งท้ายปี ทำให้เรานึกถึงวันเวลาดีๆกับเพื่อนๆ ขาดใครคนใดคนหนึ่งไป ก็ดูจะหงอยๆในวันที่ความเปลี่ยนแปลงเดินทางมาถึง 


ช่วงชีวิตที่สนุกสุดเหวี่ยง ช่วงชีวิตที่รู้สึกสุดใจ  ช่วงเวลาตอนนั้นมันดีจัง ฟังเพลงนี้แล้วคิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้น แม้จะฟังไปโดยที่ไม่รู้หรอกว่าความหมายของเพลงคืออะไร 


ฟังเพลงนี้วนไปวนมาตลอดทั้งวัน เลยลอง search หาซะหน่อยว่า มันแปลว่าอะไร
มีคนแปลเป็นภาษาอังกฤษไว้ว่า


In this wide universe, there is
A big world in a blue earth
A small memory of love will reach
You who are living in a small island

Time has passed since I met you
The letter with my piled up feelings increases
Without us realising, it is already echoing between us
Sometimes we’re full of intensity,
sometimes we’re full of sadness

These feelings echoes distantly
This gentle love song will change the world

Look, the person who is important to you
Is right beside you
I just want you to receive
This echoing love song
Listen, listen, listen to this echoing love song

You’ve realized even when we walked
In the dark, the moonlight will shine on us
I won’t let go of you hand
I swear that these strong feelings will last for eternity

In the depths of forever, I’ll definitely say
These same words without any change of feelings
Even if it’s still not enough, it’ll change into tears
And it’ll change into joy that I can’t put into words
I’ll just hold you, I’ll just hold you

Look, the person who is important to you
Is right beside you
I just want you to receive
This echoing love song
Listen, listen, listen to this echoing love song

If it’s a dream don’t wake up, if it’s a dream don’t wake up
The time I’ve spent with you will become an everlasting star

Look, the person who is important to you
Is right beside you
I just want you to receive
This echoing love song

Look, the person who is important to you
Is right beside you
I just want you to receive
This echoing love song
Listen, listen, listen to this echoing love song


From  http://wiki.d-addicts.com

4 ตุลาคม 2553

9 end 2 outs เพื่อน กับ ความรัก

เว้นให้ตัวเองพัก จริงจังสัก 3 วัน เลยนอนดูซีรี่ทั้งวี่ทั้งวันอย่างที่ใจอยากมานาน เพื่อนเราแนะนำซีรี่หลายเรื่อง แต่ท้ายสุดก็เลือกดูเรื่อง 9 end 2 outs ก่อนเรื่องอื่นๆ เพราะเป็นเรื่อง ความรักระหว่างเพื่อนที่สนิทกันมากๆ พล็อตแบบนี้ดูกี่ทีก็โดน :) ตามแบบฉบับประโยคสุดคลาสสิคจาก When Harry met Sally ว่า Men and Women Can Never Be Friends.


เมื่อรู้สึก "รัก" เรายังจะเป็นเพื่อนกันได้หรือเปล่า
แล้วมีทางออกใหม่ๆบ้างไหมสำหรับความสัมพันธ์แบบนี้
แค่คิดก็รู้ว่ามันยากมากๆๆๆ

9 end 2 outs เปรียบเปรย timingของความรัก ความสัมพันธ์ในแต่ละช่วงเวลา กับเกมส์การเล่นเบสบอล

ตัวละคร เพื่อนรัก ทั้งฝ่ายชายฝ่ายหญิง ทำให้เรารู้สึกได้จริงๆว่า สิ่งที่ยากเย็นเหนือสิ่งอื่นใด คือการถนอมรักษาสายสัมพันธ์มิตรภาพ 30 ปีที่รู้จักกันมา ในยามที่ความรู้สึกในใจเปลี่ยนไปมากกว่าเพื่อน
หากโชคดีที่รู้สึกเหมือนกัน ก็ต้องก้าวข้ามความกลัว เพราะดูเหมือนการเป็นเพื่อนจะยั่งยืนยาวนานกว่าการเป็นคนรัก
หากโชคไม่ดี ที่รู้สึกไม่เท่ากัน ก็ไม่รู้ว่าจะเก็บงำ หรือทำอย่างไรที่จะรักษาความเป็นเพื่อนไว้ให้นานที่สุด
และมันยากที่จะปฏิเสธใจของเรา
เมื่อรู้สึกไปแล้ว ก็ไม่มีทางเหมือนเดิมอีกต่อไป

ฉากที่เราชอบมากของซีรี่เรื่องนี้ คือ ฉากที่ นางเอกกับพระเอก นั่งคุยกัน กินเบียร์กัน ในพื้นที่ส่้วนตัวของทั้งสองคน (ซึ่งมีอยู่เต็มไปหมดในเรื่องนี้) สำหรับเราเวลาเหล่านั้นช่างเป็นเวลาที่ดี ปลอดภัย สบายใจสุดๆ ไม่ต้องมีเกราะกำแพงอะไรเลย และอบอุ่นใจที่มีคนที่เข้าใจเราดีคอยอยู่ข้างๆเสมอ

ดูแล้วก็อยากจะมีช่วงเวลาอบอุ่นปลอดภัยอย่างฮงนานนี นางเอกของเรื่องบ้าง :P



ไม่ใช่แค่เรื่อง ความรัก ของสองคนนี้เท่านั้นนะที่ทำให้เราชอบซีรี่เรื่องนี้ แต่ยังมีเรื่องความสัมพันธ์ของเพื่อนในกลุ่มของนางเอกพระเอก (2คนนี้อยู่กลุ่มเดียวกัน) ที่ผูกพัน และยังคบกันมายาวนานเป็นสิบปี ผ่านความทุกข์ ความสุข มาด้วยกันมากมาย แม้ว่าแต่ละคนจะออกเดินทางตามเส้นทางของตัวเอง แต่ก็ยังคงมีอะไรบางอย่างยึดโยงกันไว้อย่างแนบแน่น
และต่างสนับสนุน ความฝันของกันและกัน ทั้งยามสุขยามเศร้าในการเดินทางค้นหาความหมายของชีวิต
ดูแล้วก็ได้แรงบันดาลใจดีๆกลับมาด้วย
บทละครทำให้เรารักตัวละครทุกตัว และเฝ้าเอาใจช่วยให้ตัวละครเหล่านั้นพบความสุข

มีเรื่องบังเอิญที่โผล่มาในหนังแล้วเรากรี้ดสุดๆ คือ มีบทอยู่ตอนหนึ่งที่ตัวละครพูดถึงหนังเรื่อง Love Letter ของชุนจิ อิวาอิ และกล่าวถึงฉากที่นางเอกตะโกนถามภูเขา ซึ่งเป็นตอนที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้ (ตอนดูฉากนี้น้ำตาไหลทุกที) ยังไม่หมด ยังมีอยู่อีกฉากนึงที่พูดถึงหนังสือเรื่อง Music of Chance ของนักเขียนที่เราชอบอย่าง Paul Auster ด้วย (เล่มนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย) ดูไปแอบตื่นเต้นไป ที่มีอะไรที่เราชอบโผล่มาเยอะแยะ


ฉันดูจบรวด 16 ตอน ภายใน 3 วัน ถึงขั้นเก็บเอาไปฝันต่อ


เฮ้ออ... ดูแล้วก็คิดถึงเพื่อนจังเลย :)

5 มิถุนายน 2552

การอำนวยความสะดวก ในการเดินทาง สู่ สุขคติ...


Departures
By Yojiro Takita
การอำนวยความสะดวก ในการเดินทาง
สู่ สุขคติ...


เราอาจมองความตายเป็นจุดสิ้นสุด เป็นตอนจบ หรือเป็นฝั่งตรงกันข้ามของการมีชีวิตอยู่ แต่หากพิจารณาอย่างถ่องแท้ ความตายเป็นสิ่งธรรมดาสามัญ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเป็นจูดเริ่มต้นไปสู่อนาคตที่ไม่มีใครล่วงรู้

เรื่องของความตายและคนตาย เป็นสิ่งที่ชายหนุ่มได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในโลกนี้ ทั้งชีวิตและวิญญาณย่อมต้องการความรักและความใส่ใจ

หนังเรื่องนี้แม้จะกล่าวถึงสิ่งธรรมดาที่น่าโศกเศร้าอย่างความตาย แต่ดูแล้วกลับรู้สึกถึงกำลังใจ สำหรับการดำรงชีวิตอยู่

ทั้งบท ทั้งภาพ ทั้งการแสดง ให้ความรู้สึกที่เต็มอิ่ม และสมบูรณ์






2 มิถุนายน 2552

ชีวิตเต่าๆ


Turtles swim faster than expected
by Satoshi Miki

ชีวิตจืดๆ เรียบๆ ธรรมดาๆ ราบเรียบเกินไป จนรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า
อยู่บ้านรอคอยโทรศัพท์ ตอบคำถามซ้ำๆ ให้อาหารเต่า กินราเม็งที่จืดชืดไร้รส
ใช้ชีวิตกิจวัตรซ้ำๆ อยากจะเปลี่ยนแปลง แต่ จะทำอะไรล่ะ

จนวันหนึ่ง ชะตาชีวิตก็เล่นตลก
สร้างโจทย์มาให้ ว่าต้องมาเป็น สายลับ
แล้วสายลับ เค้าเป็นกันยังไงนะ

สายลับ ก็ต้องทำตัวให้ธรรมดาที่สุด ที่จะไม่ให้ใครสงสัย
กลายเป็นว่า ต้องกลับมาเป็นตัวของตัวเองที่แสนจะธรรมดา
แต่น่าแปลก ทำไมชีวิตธรรมดาที่ทำอยู่ทุกวัน มันสนุกดีมีสีสัน และไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป



ในความธรรมดา ความเบาหวิว บางครั้งมันก็หนักอึ้ง
หนังเรื่องนี้ หน้าตาบอกว่าเป็นหนังตลก ซึ่งในความเห็นเรา เราว่ามันเป็นหนังเพี้ยนๆที่น่ารักดี และยังพูดถึงแง่มุมความธรรมดาของชีวิตได้น่าสนใจ และก็แอบเศร้า กับชีวิตอันโดดเดี่ยวของนางเอก ซึ่งแม้จะนำเสนอให้ดูตลกๆ แปลกๆ แต่ก็ยังทำให้เรารู้สึกเหงาใจได้อยู่ดี

น้องจูริ นางเอกของเรื่อง และ น้องยู เพื่อนนางเอก เล่นได้น่ารักเช่นเคย

19 กุมภาพันธ์ 2552

หนี...มาตัดอ้อย (กันดีกว่า)

หลังๆ หนังที่หยิบมาดู จะเป็นหนังญี่ปุ่นแนวประมาณว่า หลบหนีจากความทุกข์ จากเรื่องร้ายๆ จากปมในใจ มายังที่แห่งใหม่ ให้ผู้คนแปลกหน้าที่ได้พบ ให้สภาวะแวดล้อมใหม่ๆ ได้สั่งสอน หรือทำให้เข้าใจ ตั้งหลักพักใจ เพื่อกลับไปเผชิญหน้าโลกใบเก่าได้ดีกว่าเดิม ไม่ได้ตั้งใจจะเลือกดูหนังแนวนี้หรอกนะ เพียงแต่หน้าหนังมันพาไปทุกทีเลย และหนังญี่ปุ่นแนวนี้มักจะมีรูปแบบความสัมพันธ์ของตัวละครที่ประหลาดๆ แต่พอมาผสมกัันมันก็อบอุ่นน่ารักดี ผู้คนดูมีวิธีจัดการกับความทุกข์ ความโศกเศร้าต่างๆกันออกไป อย่างในเรื่องนี้ Necessity of deep breathing ต่างคนต่างมา เพื่อ "ตัดอ้อย" ซึ่งแน่ล่ะว่าตัวละครแต่ละตัว ไม่ได้มาเพราะอยากตัดอ้อยหรอก แต่มาที่ไร่อ้อยแห่งนี้ เพราะต่างกำลังหนีอะไรบางอย่างต่างหาก การตัดอ้อยมากมายที่ต้องทำให้เสร็จภายในกำหนด บวกกับเรื่องราวโน่นนี่ที่ค่อยๆเกิดขึ้น ทำให้ตัวละครตั้งใจที่จะตัดอ้อย และพยายามอย่างสุดกำลังที่จะทำงานนี้ให้สำเร็จให้ได้ สำหรับเรา การได้ทำอะไรบางอย่างอย่างมีสติ มีสมาธิ จดจ่อ และมีความตั้งใจ เป็นการทำให้ตัวเองรู้สึกดีได้โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหน สูดหายใจเข้า และสูดหายใจออก และทำซะกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า...

The Necessity of Deep Breathing
Movie by Tetsuo Shinohara

18 กุมภาพันธ์ 2552

Love is a kind of art...High Art

Love is a kind of art.
You are my high art,
in the mood of love,
very complicated and very intense...

High Art : Movie by Lisa Cholodenko
PS. หยิบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดู เพราะมีคนแนะนำให้ฟัง OST ซึ่งOST ของหนังเรื่องนี้ หลอนดีจริงๆ เหมือนล่องลอยอยู่ในห้องที่มีแสงไฟสีแดงวูบวาบตลอดเวลา (เราฟัง OST ก่อนได้ดูหนังน่ะ) แต่sound ก็เข้ากับหนังมากๆแม้ว่าสีของหนังจะหม่น ไม่ได้ฉูดฉาดอย่างที่เราจินตนาการจากเพลง แต่ทั้งหนังทั้งเพลงก็emotional มากๆเลยล่ะ
ลองดู ลองดู

31 มกราคม 2552

Seagull Restaurant... คนทุกข์มีอยู่ทั่วโลก



ผู้คนที่มีความทุกข์ มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก และที่นี่ก็เช่นกัน ร้านอาหารนกนางนวลเล็กๆในฟินแลนด์
ที่ที่คนทุกข์เดินทางข้ามโลกมารวมตัวกันอย่างเงียบๆด้วยความบังเอิญ ต่างเรื่องราว ต่างความหลัง
การจัดการ และอยู่กับความทุกข์นั้นมีหลากหลายวิธี และผู้คนในร้านนี้ใช้มิตรภาพ และความอบอุ่นของอาหารที่ทำด้วยความตั้งใจ เยียวยารักษาดูแลกันและกัน เราว่ามันเป็นหนังที่เหงาแต่น่ารักและอบอุ่นมากๆ

Kamome Shokudo หรือ Seagull Reataurant by Naoko Ogigami

7 ธันวาคม 2551

Tokyo Sonata...เมื่อชีวิตมันบัดซบ



ไม่มีพื้นที่สำหรับผู้แพ้...
ใครจะรู้ ว่าความพ่ายแพ้จะวิ่งเข้ามาจู่โจมเราวันไหน
Tokyo Sonata หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดความเย็นชา เจ็บปวด สลดหดหู่ของคนในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว
ระเบียบอันเคร่งครัด การแข็งขันที่ไร้ความปราณี ชาย หรือ หญิง เด็ก หรือ ผู้ใหญ่ แบกรับความแห้งแล้งนี้ไว้ไม่ต่างกัน ทุกตัวละคร พ่อ แม่ พี่ชาย น้องชาย
แต่จะทำอย่างไร เมื่อชีวิตมันพามาไกลถึงเพียงนี้ เราจะเริ่มต้นใหม่กับมันได้ไหม อย่างไร

เราชอบคำพูดของตัวละครแม่ในเรื่อง ที่ว่า
ไม่มีใครสามารถเป็นเราได้ เพราะฉะนั้นขอให้เชื่อมั่นในความเป็นเรา
(ใจความประมาณนี้ แต่จำไม่ได้ทั้งหมด)

แม้ว่าเรื่องราวที่เจอจะเลวร้ายมากมายขนาดไหน เมื่อมันเกิดขึ้น แล้วมันก็จะผ่านไป เหมือนนอนหลับไปยาวนานแสนนาน แล้วตื่นมาเจอแสงจ้าในตอนเช้า
กลับมาเริ่มใหม่ กลับมามีชีวิตกันอีกครั้ง...


Tokyo Sonata ผลงานล่าสุดของ คิโยชิ คุโรซาวะ เป็นหนังที่ดีมากๆเลยค่ะ ถ้าใครชอบหนังหนักๆหน่อยคงจะชอบหนังเรื่องนี้ แต่ถ้าสภาพจิตใจไม่พร้อมก็ขอเตือนไว้หน่อย เพราะเรื่องราวมันช่างบีบเค้น ทำเอาสมองตึงเครียดได้เลยค่ะ
ไปหาดูกันได้ที่ โรงหนังสยาม และ House นะคะ แนะนำ แนะนำ

5 ธันวาคม 2551

Little Miss Sunshine... Thanks for the imperfect





Little Miss Sunshine

การเดินทาง และเรียนรู้กันและกัน ด้วยความไม่สมบูรณ์แบบ
ครอบครัวในหนังเรื่องนี้ไม่สมบูรณ์แบบ
ครอบครัวของฉันก็ไม่สมบูรณ์แบบ
และเราเชื่อว่า ไม่มีครอบครัวของใครสมบูรณ์แบบ
มีแต่คนพยายามยัดเยียด ใส่ความสมบูรณ์แบบให้มัน

ใครมีความสุขดีในครอบครัว เราก็ยินดีด้วยจริงๆ
แต่ถ้าหากบางครั้ง มันออกจะเป็นที่อยู่รวมกันของความผิดเพี้ยน เว้าแหว่งของแต่ละคน
ก็จงเรียนรู้จากเรื่องราวเหล่านั้น เราเชื่อว่ามันซ่อมแซมเยียวยากันและกันได้
บนพื้นฐานของความรัก แม้ว่าผลจะออกมาเป็นส่วนผสมประหลาดๆ
เหมือนครอบครัวของหนูน้อยโอลีฟในหนังก็ตาม
เราก็อยู่กันไปตามประสานั่นแหละ ไม่เห็นต้องอยู่กันอย่างสวยงามสมบูรณ์แบบเลย
ขอให้เชื่อมั่น ครอบครัวเราน่ะ เยี่ยมไปเลย แม้ว่าจะมีโน่นนี่นั่นมากมายก็ตาม...


28 กันยายน 2551

The Fall

สุดสัปดาห์ ไปดูหนังมา เรื่อง The Fall รอคอยหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ที่ได้เห็นโปสเตอร์หนัง ที่ติดไว้หน้าโรงหนังสยาม เพราะเห็นแล้วนึกถึงภาพวาดของ Dali และในตัวหน้าหนังก็ไม่ได้บอกอะไรไว้เลยว่า เป็นหนังอะไรยังไง แบบไหน แต่ที่มั่นใจมากคือ หนังเรื่องนี้ภาพมันต้องสวยมากแน่ๆ เราชอบนักแลที่จะดูหนัง(บางเรื่อง) โดยที่ไม่รู้อะไรมาก่อนเลย ตื่นเต้นดี
แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ภาพสวยกว่าที่เราคาดหวังไว้เสียอีก นอกจากเรื่องภาพที่สุดยอดแล้ว สิ่งที่พูดถึงในเรื่องก็ดีมากๆด้วย ไปหาอ่าน เรื่องย่อ และ บทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ได้จาก นิตยสารBioscope ฉบับล่าสุดได้ นะจ๊ะ ผู้กำกับคนนี้ ทาร์เซ็ม ซิงห์ น่าสนใจทีเดียว ยังไม่เคยดูเรื่อง The Cell เลย เห็นทีต้องไปหามาดูซะแล้ว สำหรับ The Fall เรื่องนี้ดูยากเหมือนกัน แต่ไม่มากนะ แต่อาจจะต้องคิดตามเร็วนิดนึง นี่ก็ยังอยากไปดูซ้ำอีกรอบเลยนะเนี่ย แต่ถ้าใครชอบภาพแบบ surreal น่าจะชอบหนังเรื่องนี้เลยล่ะ นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่รู้สึกดีมากๆที่ได้ดู เราชอบมากเลยล่ะ เลยอยากบอกต่อ ลองไปดูกันนะ ถ้ามีโอกาส

21 กันยายน 2551

นานๆที แต่ก็ประทับใจ กับละคร "ฝากหัวใจไว้ที่อุบล"


เมื่อวานได้มีโอกาสไปดูละครกับเพื่อนๆมา โดยปกติเราไม่ค่อยได้ดูละครเท่าไหร่ ไม่ใช่ไม่ชอบนะ แต่พลาดไป พลาดมา และบางที ก็ดันจัดลำดับความสำคัญของมันไว้ทีหลังการดูหนังนั่งคุยทุกที ก็เลยได้ดูไม่มากนัก แต่ก็จะมีเพื่อนเราคนหนึ่งที่หมั่นชวน และมักจะแนะนำละครที่ดีๆให้เราลองอะไรใหม่ๆทางด้านนี้เสมอ และล่าสุด เขาก็พาเราไปดู ละครเรื่อง "ฝากหัวใจไว้ที่อุบล" กำกับโดย นพพันธ์ บุญใหญ่ จัดแสดงอยู่ที่ พระจันทร์เสี้ยวการละคร สถาบันปรีดีพนมยงค์ สำหรับคนที่ดูละครไม่มากอย่างเรา ละครเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกสนุกมาก ชอบมากๆ และระหว่างทางก็ทำให้เราคิดถึง หวนระลึกถึงอะไรต่อมิอะไรมากมาย
ละครเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ การเรียนรู้ค้นหาตนเองของเด็กชายคนหนึ่ง ชื่อว่าแดง ที่กำลังอยู่ในวัยเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่ผู้ใหญ่ โดยเกิดเหตุการณ์ที่อยู่ๆ แม่ของเขาก็หายตัวไปจากชีวิตเขา ทิ้งไว้เพียงคำพูดสุดท้าย ที่บอกกับพ่อของเขาว่า "พาแดงไปทำฟันด้วยนะ" และพ่อของเขาก็ส่งเขาไปอยู่กับญาติที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทีชื่อว่า น้าเปิ้ล ที่จังหวัดอุบล และที่นี่เองที่ทำให้แดน รู้จักและเข้าใจ เรื่องราวของความรักในมุมมองนอกเหนือจากที่ตนเคยรับรู้เข้าใจ
ตลอดเวลาที่นั่งดูละครเรื่องนี้อยู่ เขาเล่าเรื่องราวกับเรากำลังดูหนัง coming of age เท่่ห์ๆอยู่ซักเรื่อง วิธีการเล่าเรื่องน่ารักมาก ตัวละครมีบุคลิกแปลกๆ พิสดารหน่อยๆ แต่คนเราก็มักมีความแปลก ความเพี้ยนแบบนี้ซ่อนอยู่กันทุกคนมิใช่หรืู่อ ดูไปก็นั่งยิ้ม นั่งหัวเราะ ไปกับมุขตลกน่ารักๆที่มีอยู่อย่างพอดิบพอดีตลอดทั้งเรื่อง ทุกตัวละครเล่นดีมากๆ โดยเฉพาะ น้าเปิ้ล (แสดงโดย คุณ ปานรัตน กริชชาญชัย) เล่นได้ทุ่มทุนสร้างมาก ดูไปดูมากก็จะรู้สึกชอบตัวละครทุกๆตัว ดูแล้วมีความสุข และ มีความหวัง แม้ชีวิตมันจะเศร้าก็เถอะ
รายละเอียดบางอย่างของละครเรื่องนี้ ทำให้เราหวนนึกถึง ชีวิตตอนเป็นเด็กๆ บทเพลงฝรั่งเก่าๆ ชีวิตง่ายๆสบายๆของเรา ในตอนที่ยังเป็นเด็ก คิดถึงบ้านเก่า คิดถึงแก๊งเพื่อนบ้านที่เคยเล่นซนกันมา คิดถึงเวลาแม่พาไปไหนต่อไหนตอนเด็กๆ คิดถึงจินตนาการของตัวเองที่เคยแต่งเรื่องเอง แล้วให้ตัวเองรับบทเด่น คิดเองเล่นเอง ว่างั้น... ที่คิดๆมา เกี่ยวกันกับละครรึเปล่าไม่แน่ใจ แต่มันก็พาเรากลับไปหวนระลึกถึง Good Old Dayน่ะ เติบโตมาได้จนถึงตอนนี้เนอะ ก็ต้องเติบโตกันต่อไป และมันยังคงยากอยู่เสมอ ในการที่จะเข้าใจตนเอง และเข้าใจคนอื่น... แต่มันก็น่าจะเข้าใจได้ในสักวันนะ

13 กันยายน 2551

The Orphanage



ช่วงนี้ ไม่ค่อยมีหนังโรงที่รอคอยอยู่เข้าฉายเลย Twenty Century Boy ก็มีข่าวว่าเลื่อนฉาย ยังไม่แน่นอน เลยเป็นช่วงเวลาการหาหนังแผ่นมาดู ได้ยินคำร่ำลือมามากมายสำหรับหนังเรื่อง The Orphanage หรือ El orfanato ว่าควรหามาดูให้ได้ และจากความใจดีของรุ่นน้องที่ให้หยิบยืมแผ่นมา ก็เลยได้ดูเสียที โอ้... สมคำร่ำลือจริงๆ
แนวทางของ The Orphanage เป็นหนังสยองขวัญ ออกหลอนๆด้วยเรื่องราว และ บรรยากาศของบ้านหลังงาม ที่เคยเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ดำเนินเรื่องโดยตัวละครหลักคือ Laura (ฺำBelen Rueda)อดีตเด็กกำพร้าที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่ และเดินทางกลับมาที่นี่อีกครั้งกับสามี และลูกชายโดยตั้งใจจะสร้างบ้านหลังนี้ให้กลับมาเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอีกครั้ง แต่อยู่ไปอยู่มา ก็ยิ่งพบเจอเรื่องราวแปลกประหลาด ยิ่งกับลูกชาย Simon ที่ชอบพูดคุยกับเพื่อนในจินตนาการ, เกมส์หาของล้ำค่าที่น่าแปลกใจเกินกว่าจะยอมรับว่ามันเป็นความจริง ทั้งหลายทั้งปวงนำไปสู่ความเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่น่าเศร้าสลดของบรรดาเด็กๆกำพร้าในอดีต รายละเอียดของหนังเล่นกับจินตนาการ ความซุกซนแบบเด็กๆ แต่ก็หลอนอย่างมากเลยทีเดียว ฉากหวาดเสียวบางฉากก็ยังได้กลิ่นความจิตๆ คล้ายๆกับ หนังเรื่องก่อนของ Guillermo Del Toro อย่าง Pan's Labyrinth แต่ก็เป็นความจิตที่เราว่าน่าดูทีเดียว หนังดำเนินเรื่องได้น่าตื่นเต้นชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ มีการทำให้เราอึ้งได้เป็นระยะๆ จนตอนจบอยู่ๆเราก็รู้สึกอยากร้องไห้ เลยได้เสียน้ำตาอย่างไม่แน่ใจสาเหตุ(ของตัวเอง)ให้กับหนังเรื่องนี้ โอกาสในชีวิตของคนเราันั้นไม่เท่ากันจริงๆ บางทีการได้มีชีวิตอยู่ การได้เติบโตขึ้น การได้แก่ชรา ก็เป็นโอกาสที่ไม่เคยได้เกิดขึ้นกับชิวิตและดวงวิญญาณหลายๆดวง
สรุปแล้วมันเป็นหนังที่สนุก และดีมากๆเลยค่ะ แนะนำ แนะนำ