30 กันยายน 2555

อินกับเธอ


อินกับเรื่องของเธอ อินมากเสียจนรู้สึกเศร้ากับสิ่งที่คิดไปเอง
เธออาจไม่ได้โดดเดี่ยวขนาดนั้น อาจจะกำลังเป็นสุขอย่างที่เธอแสดงออก

เธอกล่าวชื่นชมฉัน ซึ่งฉันปลื้มมากเพราะมันออกมาจากปากของเธอ
ฉันถามเธอหลายอย่าง และเล่าอะไรให้เธอฟังหลายอย่าง
บางทีก็รู้สึกเป็นเด็กน้อยยามอยู่กับเธอ
เธออ่านฉันขาด แม้เราจะได้พูดคุยกันเพียงไม่กี่ครั้ง
หลายประโยคของเธอยังคงตกค้างในใจ
เหมือนเธอช่วยเขี่ยภาพลวงตา ที่บดบังความจริงเอาไว้
คำพูดที่ช่างเข้าอกเข้าใจ แต่ก็ตรงไปตรงมาแบบไม่เอาใจฉันจนเกินจริง
จากคำพูดของเธอฉันออกจะเห็นความหวังในโลกที่เธอชอบเหน็บแนมว่าไร้หวัง

ดีใจที่ได้พบกัน ขอบคุณที่รับฉันเป็นมิตรของเธอ
ไม่รู้ทำไมถึงอินเรื่องของเธอนัก
แต่กับเธอที่ฉันอ่านไม่ออก ฉันรู้เพียงว่าฉันอยากให้เธอเป็นสุข

22 กันยายน 2555

ค่ำคืนที่ดี


ฉันชอบวันที่ได้ทำอะไรในเวลาที่ผิดแผกไปจากทุกวัน
มันทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวาอย่างประหลาด

ในวันที่น่ายินดี งานเลี้ยงเลิกรา เราต่างแยกย้าย
ค่ำคืนฝนโปรย แต่เรา 3 คนรู้สึกว่าค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล
เราใช้เวลาด้วยกันที่แจ๊สบาร์ ที่เธออยากแนะนำเราให้รู้จัก
เป็นที่ที่เธอชอบมานั่งฟังเพลงคนเดียว แต่วันนี้ไม่อยากโดดเดี่ยวเช่นนั้น
ไม่มีคนในร้าน ในวันฝนตกเช่นนี้จึงมีแต่เรา
เธอเลือกเครื่องดื่มให้ฉัน สีเขียวใส มีลูกเชอรี่สีแดงจมอยู่ก้นแก้ว
ใต้แสงเทียนและเสียงดนตรี เราต่างรู้สึกดี
บทสนทนาพาเราไปเรื่อยๆ เธอเล่าชีวิตวัยเด็กในช่วงที่เธอไม่ชอบ
ทำให้ฉันนึกถึงช่วงเวลาที่ฉันไม่ชอบเหมือนกัน
แต่เราต่างผ่านมันมาแล้ว และมีช่วงเวลาที่ชอบร่วมกันตรงนี้ ตอนนั้นคงไม่สำคัญอีกแล้ว
นักดนตรีเก็บของกลับบ้าน เป็นสัญญาณว่าเราคงต้องกลับเช่นกัน
ดึกมากแล้ว และฝนยังคงตกอยู่ เรา3คนเดินกลับบ้านของเธอที่อยู่ไม่ไกล
เหมือนฉันได้เดินเล่นในเวลาที่แปลกออกไป
และอยู่ๆก็มีบทเพลงบรรเลงขึ้นในใจ

เป็นอีกค่ำคืนที่สุขพอดีๆ และอยากจะเก็บไว้ในความทรงจำ
 

15 กันยายน 2555

ก่อนเธอจะเดินทาง


เธอเดินกางร่มออกมารับฉันในวันฝนตก
พื้นเฉอะแฉะ แต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะใต้คันร่ม ทำให้ลืมความน่ารำคาญใจ
ปลายทางของวันที่ยาวนาน การได้อาบน้ำอุ่นๆ ทำให้รู้สึกสบายเหลือเกิน
น้ำหยดติ๋งๆ จากขอบหน้าต่างและปลายผมของฉัน
เธอปอกส้มและแอปเปิ้ลไว้ให้กิน กลิ่นหอมๆของมันลอยผสมกันอยู่ในห้อง
เธออวดอูคูเลเล่ตัวใหม่ มันน่ารักมาก
ฉันลองเอามาดีดเล่น มันเสียงเพราะกว่าตัวเดิมที่เธอเคยมี
ฉันจับไม่ถนัดเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าตัวมันเล็กจัง
เธอบอกให้ฉันลองเล่นเพลงที่คอร์ดง่ายๆ
ลองดู ไม่นานก็เป็นเพลง
เธอนั่งดูทีวี ฉันนั่งดีดอูคูเลเล่ มีเสียงคุยกันของเราแทรกเป็นระยะ
เล่นไปเล่นมาเริ่มคล่อง เธอหยิบกล้องมาถ่ายวิดีโอตอนฉันเล่นและร้องเพลง
เป็นคลิปที่ไม่จบเพลง เพราะแบตหมดไปเสียก่อน
ฉันง่วงหลับไป ขณะที่เธอยังนั่งดูทีวีไปเรื่อยๆ


อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้เธอจะไม่ได้อยู่ใกล้ๆแล้ว เราคงไม่ได้เจอกันอีกนาน
ฉันต้องคิดถึงเธอมากแน่ๆ

ในคลิปวีดิโอที่เธอถ่ายฉันเล่นอูคูเลเล่ มีเสียงของเธอพูดและหัวเราะเป็นระยะ
ฉันนั่งเปิดดูมัน วนซ้ำไปซ้ำมา





5 สิงหาคม 2555

เปียโน


คำพูดบางคำในอดีต มันติดอยู่ในความทรงจำของเรานานกว่าที่เราคิด

ตอนเด็กๆ ลูกพี่ลูกน้องของฉันเคยถามคำถามฉันเล่นๆว่า ถ้ามีคนใจดีซื้อให้ ระหว่างรถยนต์ กับ เปียโน เธอจะเลือกอะไร?
คำตอบของฉันในตอนนั้น ตอบออกไปอย่างที่ใจคิดเลยว่า ฉันอยากได้เปียโนมากกว่า นำมาซึ่งสายตาแปลกๆที่เธอมองกลับมา ที่จริงคำถามนั้นมันก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไร แต่ทำไมยังจำได้แม่นก็ไม่รู้ และลึกๆแล้วฉันก็รู้สึกเชื่อมโยงบางอย่างกับเปียโนอย่างบอกไม่ถูก

แต่ฉันเล่นเปียโนไม่เป็นหรอกนะ มันเป็นเครื่องดนตรีที่แพงเกินไปสำหรับฉัน ทั้งราคาค่าเรียนไปจนถึงตัวเปียโน
แต่แค่ชื่อของมันก็เพราะแล้วล่ะ
"เปียโน" รู้สึกว่ามันเป็นคำที่เพราะและอ่อนหวานดี

ฉันเคยลองเล่นกดๆเปียโนครั้งแรกตอนมัธยมต้น เพื่อนสนิทของฉันในตอนนั้นเธอเรียนเปียโนและชอบการเล่นเปียโนมากๆ ครั้งหนึ่งในวันเสาร์ที่เรามีเรียนพิเศษกันที่สยาม หลังเลิกเรียนเธอพาฉันไปที่โรงเรียนสอนเปียโนของเธอในที่อยู่ในห้าง และแอบพาฉันเข้าไปในห้องซ้อมเปียโน เธอเล่นเปียโนให้ฉันฟัง ภายในห้องซ้อมเล็กๆห้องนั้น ฉันตื่นเต้นอย่างมากกับเสียงใสก้องกังวานที่ได้ยิน
เธอเล่นเพลงที่คุ้นหูกันดี แต่สารภาพว่าจนบัดนี้ฉันเองก็ยังไม่รู้ว่าเพลงนั้นชื่อเพลงอะไร แต่ยังจำได้นะ ทำนองของมันดัง ตึง ตึง ตึงตึ๊งตึ๊งตึ๊ง ตึงตึงตึงตึงตึงตึงตึ๊งตึ๊งตึ๊ง ตึงตื้อดึง
เธอให้ฉันนั่งลงข้างๆ ค่อยๆกดไล่คีย์ตามที่เธอบอก
ฉันพบว่าแป้นเปียโนมันหนักกว่าที่คิด กดไปบางทีเสียงก็เบา บางทีเสียงก็ดัง เธอสอนฉันกดแป้นเปียโน และบอกว่า ให้ปลายนิ้วของเราสัมผัสแป้นเปียโน เหมือนกับแมวกำลังเล่นขนนก
เราค่อยๆเล่นไปด้วยกัน ฉันชอบช่วงเวลานั้นมากและยังจำมันได้ดี

ฉันไปบ้านเพื่อนสนิทคนนี้อีกหลายครั้ง ที่บ้านเธอมีเปียโนสีดำตั้งอยู่ในห้องรับแขก ทุกครั้งที่ฉันไป ฉันต้องขอเธอเล่นเปียโนตัวนี้ กดๆจิ้มๆได้ไม่มีเบื่อ และเธอก็ชอบที่จะสอนฉันเล่น ตอนนั้นเราสองคนชอบหนังเรื่อง Little Women มากๆและในหนังมีฉากที่ Beth น้องสาวคนที่3ในเรื่องเล่นเพลงในวัน Christmas เพลง Deck the Halls ฉันเลยขอให้เธอสอนฉันเล่นเพลงนี้ และยังมีเพลงน่ารักๆอย่าง Grandfather's clock ที่เธอสอนฉันเล่นไปพร้อมกับร้องเนื้อภาษาไทย

"แปลกใจใหญ่น่าดู นั่นคือนาฬิกาคุณปู่ เสียงของมันติ๊กต๊อกดังฟังน่าดู..."

ฉันชอบเพลงนี่้มาก ทำนองมันน่ารักสุดๆ

ที่บ้านฉันมีคีร์บอร์ดเล็กๆอยู่อันนึง หลังจากที่เธอสอนฉัน ฉันกลับมาซ้อมเล่น 2 เพลงนี้ตลอด แต่ก็เล่นงูๆปลาๆเท่าที่ได้ แค่นี้ก็สนุกแล้ว ฉันลองเล่นเพลงที่ฉันร้องได้ เล่นตามดนตรีที่ได้ยิน ฉันทำได้ดีทีเดียว แต่ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเล่นเป็น

อยู่ๆความทรงจำเกี่ยวกับการเล่นเปียโนและเครื่องดนตรีที่คล้ายเปียโนของฉันก็หยุดอยู่แค่นั้น ในช่วงชีวิตต่อมา ก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะไปแตะต้องมันอีก จะมีก็เพียงการได้ฟังเสียงเปียโนในบทเพลงต่างๆ

ฉันคิดถึงการได้เล่นเปียโนเป็นบางคราว และยังชอบเสียงของมันอยู่เสมอ เสียงเปียโนในตอนเริ่มต้นของเพลงบางเพลงยังคงกระทบใจ

หลังจากที่ได้ไปดูหนังเรื่องหนึ่งที่มีฉากคนสองคนเล่นเปียโนด้วยกัน มันทำให้ระลึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับเปียโน คำถามของลูกพี่ลูกน้องและคิดถึงเพื่อนของฉันคนนั้น

พิมพ์มาถึงตรงนี้ยังอดประหลาดใจไม่ได้ ที่เมื่อลองไล่เรียงดูแล้ว ฉันจดจำรายละเอียดได้มากเกินกว่าจะรู้ตัว ในขณะที่เรื่องราวเหล่านั้นเคลื่อนไกลเราไปมากเหลือเกิน









29 กรกฎาคม 2555

Wings and Running


How much you love me?
...
...
...
Devi : "Loving you is like having wings. Like a great, massive pair of wings have been attached to my back, so that my feet no longer touch the ground." You?
...
...
Machu : "Like running." Like running through a forest, faster than anyone else can, than anyone ever has. When I run so fast that the trees begin to blur together, when I can almost see the shapes of the veera in their shadows. When my feet move so fast that time, distance, everything else falls away, when all that is left is the magic of the moment, that one moment when I'm carried by the wind." He looked steadily at her. "This is like that. Time, distance, it all seems to fade, all that matters is this one moment, this time spent with you." 

Tiger Hills, Sarita Mandanna

เป็นบทสนทนาความรักที่เราอ่านแล้วรู้สึกว่ามันบรรยายได้อย่างสวยงามและจับใจมาก แม้ว่าอ่านไปแล้วความรักของทั้งคู่มันจะเศร้ามากๆก็ตาม

18 มิถุนายน 2555

ทำความรู้จักความสุขของตอนนี้




























ภาพจาก เด็กหญิงมะม่วง หนังสือภาพโปสการ์ด โดย วิศุทธิ์ พรนิมิตร


"ไม่รู้จักความสุขของตอนนี้ จะตอนไหนก็ไม่มีความสุข"
If you never learn to be happy now, you will never be.

เพื่อนคนหนึ่งขอฉันแชร์ภาพและข้อความนี้ไว้ใน Facebook อ่านแล้วมันรู้สึกได้เลยว่าตอนนี้กำลังเป็นแบบนั้นอยู่ ต้องขอบคุณที่ช่วยเตือนสติกลับมาใช้เวลากับปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ฉันมีความทุกข์เหลือเกินในความว่างเปล่าของเส้นทางข้างหน้าของตัวเอง พอตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีบางสิ่งเข้ามาแทนที่ความว่างเปล่านั้น แทนที่ฉันจะดีใจ หรือเตรียมตัวเตรียมใจอย่างสงบสุขกับสิ่งที่จะพบเจอ ฉันกลับพบว่าตัวเองกังวลกับข้างหน้ามากเกินไปจนลืมที่จะมีความสุขกับภาวะที่อยู่ตรงหน้า ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเคยคิดว่าหากไม่ว่างเปล่าจะต้องมีความสุขแน่ๆ แต่เอาเข้าจริงกลายเป็นว่าฉันเองที่ไม่รู้จักความสุขของตอนนี้ และนอนไม่หลับไปเสียแล้วกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกหลายวันข้างหน้า

ดึงตัวเองกลับมา ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และชื่นชมยินดีกับตัวเองบ้าง เพราะฉันเองก็อยากที่จะมีความสุข

1 มิถุนายน 2555

โป๊ยเซียนบนดาดฟ้า

























โป๊ยเซียน... 30/05/55

ที่บ้านเก่าของฉันมีดาดฟ้า
เป็นที่ว่างไว้ตากผ้ารับแดดใส
ปลูกโป๊ยเซียนเรียงรายทั้งดอกใบ
เมื่อนึกถึงทีไรก็เบิกบาน