เรามักจะตั้งคำถามกับตัวเองยามที่ต้องพยายามปรับตัวปรับใจ ทำความเข้าใจคนที่ต่างจากเรา
เมื่อรู้สึกว่าพยายามอยู่ข้างเดียว หรือบางเรื่องก็ยากที่จะเข้าใจ บางครั้งก็ทำให้เหนื่อยหน่าย ท้อแท้ และเรียกร้องว่า ทำไมไม่เข้าใจฉันบ้างนะ
เมื่อเป็นเช่นนั้น คำถามนี้ ก็จะมาปรากฎตัวต่อหน้าทันใดว่า "ทำความเข้าใจ เพื่ออะไร?"
เราเคยตอบคำถามนี้กับตัวเองว่า อย่างน้อยการได้พยายามคิดและเข้าใจน่าจะช่วยชะลอความรู้สึกเกลียดชัง ให้เราได้กลับมาทบทวน ซึ่งเป็นการชะลอการ"ตัดสิน"คนอื่นในแบบที่เราอยากให้เป็น
แต่ก็รู้สึกว่าคำตอบนี้บางครั้งก็ยังต้านความรู้สึกเหนื่อยกับการพยายามทำความเข้าใจไม่ไหว
หรือบางทีก็ยังคิดแย้งขึ้นมาอีกว่า เข้าใจแต่ยังไงก็ยอมรับไม่ได้ แล้วยังไงต่อล่ะ?
วันหนึ่งเราได้ถามคำถามนี้กับพี่คนหนึ่ง ว่าเราจะพยายามเข้าใจคนอื่น ไปเพื่ออะไร?
พี่แสนน่ารักผู้นี้ บอกเราว่า เพราะเราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ หรือถ้าเปลี่ยนได้ ก็อาจจะยากกว่าการที่เราเป็นฝ่ายเปลี่ยน เปลี่ยนในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเปลี่ยนตัวเองไปกับเค้า เพราะเราก็ยังเป็นเราที่มีความคิดเป็นของเรา แต่อาจจะต้องเปลี่ยนมุมคิด เพื่อทำความเข้าใจ เพื่อให้เราอยู่ด้วยกันได้ และอย่างน้อยๆ การพยายามเข้าใจ ก็จะยิ่งทำให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้นด้วย ว่าที่ทางของเราอยู่ตรงไหน เราจะเลือกทำอะไรหรือเลือกไม่ทำอะไร
ขอบคุณบทสนทนาจากพี่แสนน่ารักคนนี้ค่ะ เพราะมันช่วยเคลียบางอย่างในใจน้องได้มากทีเดียว
ขอให้มีกำลังใจกันต่อไปค่ะ
21 กรกฎาคม 2553
17 กรกฎาคม 2553
โบกมือลา เรื่องเดิมๆ
ฟ้าสีฟ้าจ้า กับความร้อนอบอ้าวในยามบ่าย
มารู้ตัวอีกครั้ง เธอก็เดินทางจากไปไกลแล้ว
ฉันเอ่ยคำลาสั้นๆ โบกมือลาเบาๆ กับความว่างเปล่า
เรื่องเดิมๆ ที่เคยเศร้า จากกันไปเสียที
คล้ายว่าโล่งใจ แต่ทว่าไม่แน่ใจ
คล้ายว่าจะเหงา ดังเหมือนเพื่อนเก่าจากไป
ลาจากไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ย้อนกลับมา
และในครั้งหน้า หากได้พบกันอีก
ฉันจะไม่ลืมขอบคุณเธอ ดั่งเช่นในครั้งนี้
ยิ้มผ่านความทรงจำที่เรามี
อย่างเช่นเพื่อนเก่าพบกัน :)
มารู้ตัวอีกครั้ง เธอก็เดินทางจากไปไกลแล้ว
ฉันเอ่ยคำลาสั้นๆ โบกมือลาเบาๆ กับความว่างเปล่า
เรื่องเดิมๆ ที่เคยเศร้า จากกันไปเสียที
คล้ายว่าโล่งใจ แต่ทว่าไม่แน่ใจ
คล้ายว่าจะเหงา ดังเหมือนเพื่อนเก่าจากไป
ลาจากไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ย้อนกลับมา
และในครั้งหน้า หากได้พบกันอีก
ฉันจะไม่ลืมขอบคุณเธอ ดั่งเช่นในครั้งนี้
ยิ้มผ่านความทรงจำที่เรามี
อย่างเช่นเพื่อนเก่าพบกัน :)
14 กรกฎาคม 2553
ในความเงียบงัน
ไม่ได้มาเขียน Blog นานเลยทีเดียว ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆนอกจาก ความขี้เกียจและไร้ซึ่งเรี่ยวแรงทางใจที่จะเขียนอะไรที่ยาวๆไปกว่า status สั้นๆใน Facebook
ช่วงสองสามเดือนที่หายไป ในโลกแห่งความเป็นจริงและโลกออนไลน์มีปรากฏการณ์ทางสังคมเกิดขึ้นมากมาย และในปรากฏการณ์เหล่านั้น มันทำให้เรารู้สึกอึดอัด ไร้ที่ทาง และบางครั้งก็ทำให้เรารู้สึกว่าใจคนเราช่างน่ากลัว ทำให้นึกถึงเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ที่ได้เพิ่งอ่านจบไปไม่นานมานี้ นั่นคือ เรื่องสั้นที่ชื่อว่า "The Silence " ของ Haruki Murakami หรือที่แปลเป็นไทยโดยคุณ ดนัย คงสุวรรณ์ ว่า "เงียบงัน"
ฉันอ่านมันอย่างเงียบงันซ้ำๆไม่รู้กี่รอบ
เป็นเรื่องอดีตของนักมวยคนหนึ่ง ซึ่งมองย้อนกลับไปถึงชีวิตในวัยเรียน เป็นชีวิตที่เรียบง่ายสุดแสนจะธรรมดาสามัญของเด็กชายผู้สันโดษเงียบขรึมคนหนึ่ง วันนึงเกิดไปมีเรื่องกับคนประเภทหนึ่ง (ที่ฉันคิดว่าคนแบบนี้น่ากลัวเหลือเกิน) คือคนที่ภายนอกแล้วดูเป็นคนเข้ากับผู้คนได้ดี เปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสิ่งที่มองออกได้อย่างเก่งกาจ แต่ภายในเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่ต้องการให้ใครเหนือกว่าตนเอง และพร้อมที่จะรอคอยจังหวะเหมาะๆที่จะทำร้ายคนอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งความเหนือกว่า ชีวิตวัยเรียนของนักมวยคนนี้ต้องเปลี่ยนไป เพราะถูกใส่ร้าย ซึ่งมาพร้อมๆกับการลงทัณฑ์ทางสังคม เขาถูกคนอื่นมองในแง่ลบ และไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ไม่มีใครสักคนที่จะถามเขาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเชื่อในสิ่งที่เขาพูด ซึ่งนอกจากจะต้องต่อสู้กับสายตาของคนเหล่านี้แล้ว สิ่งสำคัญที่เขาต้องต่อสู้อยู่ตลอดเวลาคือสู้กับความรู้สึกของตัวเองให้สามารถผ่านช่วงเวลาอันแสนทรมานแบบนี้ไปให้ได้
เมื่อมองย้อนกลับมา ในวันที่เขาผ่านมันมาได้ ตัวละครตัวนี้บอกกับเราว่า
"ที่ผมกลัวไม่ใช่คนอย่างอะโอะกิหรอกครับ คนอย่างอะโอะกินั่นที่ไหนก็มี ผมยอมแพ้คนประเภทนี้ไปแล้ว พอเห็นคนแบบนี้ ผมพยายามไม่ข้องเกี่ยวด้วย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม กลายเป็นคนประเภทที่เรียกว่ารู้หลบรู้หลีกนั่นแหละครับ ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย คนแบบนี้ดูออกง่ายมาก แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็พบว่า คนอย่างอะโอะกิก็เก่งไม่เบาเหมือนกันนะ พวกเขามีความสามารถที่หลบซ่อนตัวอยู่นิ่งๆ รอให้โอกาสมาถึง มีความสามารถที่จะคว่าโอกาสนั้นมาใช้ประโยชน์อย่างเก่งกาจ และมีความสามารถที่จะจูงใจคนและควบคุมได้อย่างแยบยล นี่ไม่ใช่ความสามารถที่ใครๆก็มีนะ แม้ผมจะเกลียดเรื่องพวกนี้เข้าใส้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นความสามารถ"
"ที่ผมกลัวจริงๆคือ คนที่เชื่อคำพูดของคนอย่างอะโอะกิทั้งอย่างนั้นโดยไม่พยายามพิจารณาอะไรเลย ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย แต่ก็เต้นเร่าไปตามน้ำคำของคนที่ฝีปากดี แล้วรวมกันเคลื่อนไหวเป็นหมู่ คนพวกนี้ไม่หยุดคิดแม้เพียงน้อยว่า ตัวเองอาจจะเข้าใจผิดไปก็เป็นได้ เป็นคนพวกที่ไม่ฉุกใจคิดเลยว่าตัวเองกำลังทำร้ายใครบางคนอย่างไม่มีความหมาย อย่างร้ายกาจ คนเหล่านี้จะไม่รับผิดชอบต่อผลของการกระทำใดๆของตัวเองทั้งนั้น ที่ผมมกลัวจริงๆ คือ คนพวกนี้ ต่างหาก"
(หน้า 79-80)
ในปัจจุบันขณะที่ Social Sanction กำลังเข้มข้นและรุนแรง เรากำลังเต้นเร่า เหมือนอย่าง คนพวกนี้ อยู่หรือเปล่า?
หรือคำตอบจะเป็น...ความเงียบงัน
*** เรื่องสั้น "The Silence" ของ Haruki Murakami ถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยคุณดนัย คงสุวรรณ์ ซึ่งเรื่องสั้นเรื่องนี้อยู่ในรวมเรื่องสั้นชุด "ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน" (Lexington Ghosts) โดยสำนักพิมพ์กำมะหยี่
ช่วงสองสามเดือนที่หายไป ในโลกแห่งความเป็นจริงและโลกออนไลน์มีปรากฏการณ์ทางสังคมเกิดขึ้นมากมาย และในปรากฏการณ์เหล่านั้น มันทำให้เรารู้สึกอึดอัด ไร้ที่ทาง และบางครั้งก็ทำให้เรารู้สึกว่าใจคนเราช่างน่ากลัว ทำให้นึกถึงเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ที่ได้เพิ่งอ่านจบไปไม่นานมานี้ นั่นคือ เรื่องสั้นที่ชื่อว่า "The Silence " ของ Haruki Murakami หรือที่แปลเป็นไทยโดยคุณ ดนัย คงสุวรรณ์ ว่า "เงียบงัน"
ฉันอ่านมันอย่างเงียบงันซ้ำๆไม่รู้กี่รอบ
เป็นเรื่องอดีตของนักมวยคนหนึ่ง ซึ่งมองย้อนกลับไปถึงชีวิตในวัยเรียน เป็นชีวิตที่เรียบง่ายสุดแสนจะธรรมดาสามัญของเด็กชายผู้สันโดษเงียบขรึมคนหนึ่ง วันนึงเกิดไปมีเรื่องกับคนประเภทหนึ่ง (ที่ฉันคิดว่าคนแบบนี้น่ากลัวเหลือเกิน) คือคนที่ภายนอกแล้วดูเป็นคนเข้ากับผู้คนได้ดี เปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสิ่งที่มองออกได้อย่างเก่งกาจ แต่ภายในเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่ต้องการให้ใครเหนือกว่าตนเอง และพร้อมที่จะรอคอยจังหวะเหมาะๆที่จะทำร้ายคนอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งความเหนือกว่า ชีวิตวัยเรียนของนักมวยคนนี้ต้องเปลี่ยนไป เพราะถูกใส่ร้าย ซึ่งมาพร้อมๆกับการลงทัณฑ์ทางสังคม เขาถูกคนอื่นมองในแง่ลบ และไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ไม่มีใครสักคนที่จะถามเขาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเชื่อในสิ่งที่เขาพูด ซึ่งนอกจากจะต้องต่อสู้กับสายตาของคนเหล่านี้แล้ว สิ่งสำคัญที่เขาต้องต่อสู้อยู่ตลอดเวลาคือสู้กับความรู้สึกของตัวเองให้สามารถผ่านช่วงเวลาอันแสนทรมานแบบนี้ไปให้ได้
เมื่อมองย้อนกลับมา ในวันที่เขาผ่านมันมาได้ ตัวละครตัวนี้บอกกับเราว่า
"ที่ผมกลัวไม่ใช่คนอย่างอะโอะกิหรอกครับ คนอย่างอะโอะกินั่นที่ไหนก็มี ผมยอมแพ้คนประเภทนี้ไปแล้ว พอเห็นคนแบบนี้ ผมพยายามไม่ข้องเกี่ยวด้วย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม กลายเป็นคนประเภทที่เรียกว่ารู้หลบรู้หลีกนั่นแหละครับ ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย คนแบบนี้ดูออกง่ายมาก แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็พบว่า คนอย่างอะโอะกิก็เก่งไม่เบาเหมือนกันนะ พวกเขามีความสามารถที่หลบซ่อนตัวอยู่นิ่งๆ รอให้โอกาสมาถึง มีความสามารถที่จะคว่าโอกาสนั้นมาใช้ประโยชน์อย่างเก่งกาจ และมีความสามารถที่จะจูงใจคนและควบคุมได้อย่างแยบยล นี่ไม่ใช่ความสามารถที่ใครๆก็มีนะ แม้ผมจะเกลียดเรื่องพวกนี้เข้าใส้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นความสามารถ"
"ที่ผมกลัวจริงๆคือ คนที่เชื่อคำพูดของคนอย่างอะโอะกิทั้งอย่างนั้นโดยไม่พยายามพิจารณาอะไรเลย ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย แต่ก็เต้นเร่าไปตามน้ำคำของคนที่ฝีปากดี แล้วรวมกันเคลื่อนไหวเป็นหมู่ คนพวกนี้ไม่หยุดคิดแม้เพียงน้อยว่า ตัวเองอาจจะเข้าใจผิดไปก็เป็นได้ เป็นคนพวกที่ไม่ฉุกใจคิดเลยว่าตัวเองกำลังทำร้ายใครบางคนอย่างไม่มีความหมาย อย่างร้ายกาจ คนเหล่านี้จะไม่รับผิดชอบต่อผลของการกระทำใดๆของตัวเองทั้งนั้น ที่ผมมกลัวจริงๆ คือ คนพวกนี้ ต่างหาก"
(หน้า 79-80)
ในปัจจุบันขณะที่ Social Sanction กำลังเข้มข้นและรุนแรง เรากำลังเต้นเร่า เหมือนอย่าง คนพวกนี้ อยู่หรือเปล่า?
หรือคำตอบจะเป็น...ความเงียบงัน
*** เรื่องสั้น "The Silence" ของ Haruki Murakami ถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยคุณดนัย คงสุวรรณ์ ซึ่งเรื่องสั้นเรื่องนี้อยู่ในรวมเรื่องสั้นชุด "ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน" (Lexington Ghosts) โดยสำนักพิมพ์กำมะหยี่
19 เมษายน 2553
เปล่งแสง
ขอบคุณ อัสดง...
วันที่จิตใจอ่อนไหว อารมณ์ไม่มั่นคงเช่นวันนี้
ฉันผ่านมันไปได้ด้วยดี จากแสงสว่างของเธอที่เผื่อแผ่มาให้กับฉัน
เธอบอกฉันว่า เธอก็ไม่ใช่คนที่จะมีความสุขตลอดเวลา
แต่เธอก็พยายามทำให้ชีวิตเธอมีความสุข และเธอก็อยากเห็นฉันมีความสุข
ฉันรู้สึกเหมือนเธอมีแสงเปล่งประกาย และโดยไม่รู้ตัว เธอได้ส่องแสงอุ่นๆของเธอมาถึงฉันด้วย
ขอบคุณสำหรับการรับฟัง ขอบคุณสำหรับความเข้าอกเข้าใจ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจ ขอบคุณสำหรับความหวังและแรงบันดาลใจ
สักวัน ฉันจะมีแสงสว่างในตัวเอง
วันที่จิตใจอ่อนไหว อารมณ์ไม่มั่นคงเช่นวันนี้
ฉันผ่านมันไปได้ด้วยดี จากแสงสว่างของเธอที่เผื่อแผ่มาให้กับฉัน
เธอบอกฉันว่า เธอก็ไม่ใช่คนที่จะมีความสุขตลอดเวลา
แต่เธอก็พยายามทำให้ชีวิตเธอมีความสุข และเธอก็อยากเห็นฉันมีความสุข
ฉันรู้สึกเหมือนเธอมีแสงเปล่งประกาย และโดยไม่รู้ตัว เธอได้ส่องแสงอุ่นๆของเธอมาถึงฉันด้วย
ขอบคุณสำหรับการรับฟัง ขอบคุณสำหรับความเข้าอกเข้าใจ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจ ขอบคุณสำหรับความหวังและแรงบันดาลใจ
สักวัน ฉันจะมีแสงสว่างในตัวเอง
5 เมษายน 2553
ฉันไม่รู้จริงๆว่าแกชื่ออะไร

เปิดสมุดบันทึกเก่าๆ...
เรารู้จักกันครั้งแรกและครั้งเดียวในเช้าวันนั้น วันที่ลมทะเลพัดใบหน้า ช่วงเวลาระหว่างรอแสงสีส้มแทนที่ฟ้าสีเทา ฉันไม่รู้ว่าแกกำลังคิดอะไรอยู่ แต่การมีแกมานั่งนิ่งๆใกล้ๆ มันทำให้ฉันสบายใจ และดูเหมือนอะไรๆจะสว่างกระจ่างขึ้นพร้อมๆกับการมาของดวงตะวัน
ฉันไม่รู้ว่าแกชื่ออะไร แต่วันนั้นฉันได้หยิบปากกามาร่างภาพนี้ไว้ เป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งเราเคยได้พบกัน ได้นั่งข้างๆกันในเช้าวันหนึ่ง
17 มีนาคม 2553
งานที่อยากทำ กับสิ่งที่เราเป็น
คำถามพื้นฐานที่ถูกถามจากใครต่อใครนับครั้งไม่ถ้วนที่ตอบยากที่สุดคำถามหนึ่งคือ "อยากทำงานอะไร? หรือ อยากจะเป็นอะไร?"
ฉันเองก็เป็นอีกคนที่มีปัญหากับการตอบคำถามนี้เสมอ และมักจะพยายามคิดอย่างมีความหวังว่าสักวันฉันจะตอบคำถามนี้ได้เสียที
การค้นหาตัวเองสำหรับบางคน อาจใช้เวลาทั้งชีวิต
วันนี้มีโอกาสได้นั่งฟังพี่คนหนึ่งเล่าถึงชีวิตของเขา พี่เขาบอกว่าตอนนี้อายุ 40 กว่าแล้ว ก็ยังค้นหาตัวเองอยู่เลย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีความสุขกับชีวิตที่ผ่านมา แม้จะรู้สึกว่าสิ่งที่เลือกทำยังอาจจะไม่ใช่สิ่งที่"ใช่ที่สุด" แต่สิ่งที่เลือกทำก็ล้วน "มีความหมายต่อชีวิต" ซึ่งอย่างน้อยมันก็มีความหมายกับตัวเรา ใจเรา และทำให้เรารู้สึกสันติกับตัวเอง
"ทำในสิ่งที่มีความหมาย" คำพูดนี้ทำให้คำตอบอะไรหลายๆอย่างผุดขึ้นในใจของฉัน และทำให้ฉันยิ้มให้กับตัวเองและยิ้มให้กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่เลือกไม่ว่าจะในช่วงเวลาที่ผ่านมาหรือในตอนนี้ มันมีความหมายกับฉันจริงๆ แม้คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจการเลือกของฉัน แต่แค่ตัวเราเข้าใจตัวเรา ตอบใจของเราได้ นั่นก็พอแล้ว
ขอบคุณค่ะสำหรับคำพูดสร้างแรงบันดาลใจของพี่
ฉันก็จะค้นหาไปเรื่อยๆ พร้อมกับทำในสิ่งที่เลือกไปเรื่อยๆเช่นกัน
ฉันเองก็เป็นอีกคนที่มีปัญหากับการตอบคำถามนี้เสมอ และมักจะพยายามคิดอย่างมีความหวังว่าสักวันฉันจะตอบคำถามนี้ได้เสียที
การค้นหาตัวเองสำหรับบางคน อาจใช้เวลาทั้งชีวิต
วันนี้มีโอกาสได้นั่งฟังพี่คนหนึ่งเล่าถึงชีวิตของเขา พี่เขาบอกว่าตอนนี้อายุ 40 กว่าแล้ว ก็ยังค้นหาตัวเองอยู่เลย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีความสุขกับชีวิตที่ผ่านมา แม้จะรู้สึกว่าสิ่งที่เลือกทำยังอาจจะไม่ใช่สิ่งที่"ใช่ที่สุด" แต่สิ่งที่เลือกทำก็ล้วน "มีความหมายต่อชีวิต" ซึ่งอย่างน้อยมันก็มีความหมายกับตัวเรา ใจเรา และทำให้เรารู้สึกสันติกับตัวเอง
"ทำในสิ่งที่มีความหมาย" คำพูดนี้ทำให้คำตอบอะไรหลายๆอย่างผุดขึ้นในใจของฉัน และทำให้ฉันยิ้มให้กับตัวเองและยิ้มให้กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่เลือกไม่ว่าจะในช่วงเวลาที่ผ่านมาหรือในตอนนี้ มันมีความหมายกับฉันจริงๆ แม้คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจการเลือกของฉัน แต่แค่ตัวเราเข้าใจตัวเรา ตอบใจของเราได้ นั่นก็พอแล้ว
ขอบคุณค่ะสำหรับคำพูดสร้างแรงบันดาลใจของพี่
ฉันก็จะค้นหาไปเรื่อยๆ พร้อมกับทำในสิ่งที่เลือกไปเรื่อยๆเช่นกัน
15 มีนาคม 2553
การสื่อสาร กับ ความสัมพันธ์
หลายครั้งที่เราพบว่า ความสัมพันธ์มีปัญหา อันเนื่องมาจากเราไม่ยอมสื่อสารกัน อาจจะเนื่องด้วยเหตุปัจจัยต่างๆนานาจนถึงอคติความดื้อดึงส่วนบุคคล ที่ใช้วิธีการจัดการด้วยการเงียบเฉย หรือคิดว่าไม่พูดดีกว่า
เมื่อไม่สื่อสาร ก็ไม่เข้าใจกัน และหลอกหลอนตัวเองไปกับ "การคิดจินตนาการไปเอง"
เราเองก็มีปัญหาเรื่องการสื่อสารเช่นกัน เมื่อสำรวจตนเอง เราพบว่า เรากลัวที่จะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาตามที่ใจเราคิด เพราะเรากลัวว่า อีกฝ่ายจะยอมรับไม่ได้ในความเห็นที่ต่างออกไป และอาจจะกระทบกระเทือนถึงความสัมพันธ์ ซึ่งเราอยากจะถนอมรักษาไว้อย่างดีที่สุด แต่การที่เราทำแบบนี้ ก็อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเราเห็นด้วยกับสิ่งนั้น และมันก็ทำให้เราไม่สบายใจ ที่ไม่สามารถแสดงจุดยืนของตัวเองออกไปได้ การหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความจริงอาจทำให้เราต่างเข้าใจความเป็นตัวตนของกันและกันน้อยลงก็ได้ ซึ่งสิ่งนี้อาจจะเป็นบททดสอบความสัมพันธ์ ว่าในยามที่เราเห็นต่างกัน มิตรสัมพันธ์ของเรายังคงแข็งแรงอยู่หรือไม่ และหากไม่เดินหน้าทดสอบ มันก็จะไม่มีวันล่วงรู้
เห็นที คงจะถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องพาตัวเองให้หลุดจากการสื่อสารแบบตามใจคนอื่นมากกว่าตามใจเราคิดเสียที แม้ว่าไม่มีใครการันตีอะไรได้ว่า หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ของเราจะยังแข็งแรงอยู่อีกหรือไม่ แต่มันก็จะทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น ไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหนก็ตาม
เมื่อไม่สื่อสาร ก็ไม่เข้าใจกัน และหลอกหลอนตัวเองไปกับ "การคิดจินตนาการไปเอง"
เราเองก็มีปัญหาเรื่องการสื่อสารเช่นกัน เมื่อสำรวจตนเอง เราพบว่า เรากลัวที่จะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาตามที่ใจเราคิด เพราะเรากลัวว่า อีกฝ่ายจะยอมรับไม่ได้ในความเห็นที่ต่างออกไป และอาจจะกระทบกระเทือนถึงความสัมพันธ์ ซึ่งเราอยากจะถนอมรักษาไว้อย่างดีที่สุด แต่การที่เราทำแบบนี้ ก็อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเราเห็นด้วยกับสิ่งนั้น และมันก็ทำให้เราไม่สบายใจ ที่ไม่สามารถแสดงจุดยืนของตัวเองออกไปได้ การหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความจริงอาจทำให้เราต่างเข้าใจความเป็นตัวตนของกันและกันน้อยลงก็ได้ ซึ่งสิ่งนี้อาจจะเป็นบททดสอบความสัมพันธ์ ว่าในยามที่เราเห็นต่างกัน มิตรสัมพันธ์ของเรายังคงแข็งแรงอยู่หรือไม่ และหากไม่เดินหน้าทดสอบ มันก็จะไม่มีวันล่วงรู้
เห็นที คงจะถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องพาตัวเองให้หลุดจากการสื่อสารแบบตามใจคนอื่นมากกว่าตามใจเราคิดเสียที แม้ว่าไม่มีใครการันตีอะไรได้ว่า หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ของเราจะยังแข็งแรงอยู่อีกหรือไม่ แต่มันก็จะทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น ไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหนก็ตาม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)